วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565

UFO และมนุษย์ต่างดาว ในประวัติศาสตร์โบราณ

 UFO และมนุษย์ต่างดาว ในประวัติศาสตร์โบราณ

ต่างดาว และจานบินนั้นมีนานตั้งแต่สมัยอดีตกาล หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกถีงการติดต่อสือสาร และการช่วยเหลือมนุษย์ในการสร้างอารยธรรมโบราณ โดยรวบรวมจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก


ประเทศอิรัค



เป็นประเทศที่มีอารยธรรมสูงในสมัยดึกดำบรรพ์ และมีอดีตยืนยาวตั้งแต่สมัยสุเมเรียน หลักฐานโบราณจะได้แก่พระเจ้าที่มีหน้าตาเหมือนนก หรือสัตว์เลี้อยคลาน


ประเทศเนปาล



ได้มีการค้นพบวัตถุรูปจานบินที่มีลวดลายของมนุษย์ต่างดาว และ รูปของทางช้างเผือก ซี่งมีอายุเก่าแก่ถีง 7,000 ก่อนคริสต์ศักราช


ประเทศอิตาลี



มีการค้นพบรูปวาดในถ้ำที่ Val Camonica ซี่งคล้ายมนุษยอวกาศ มีความเก่าแก่ประมาณ 10,000 ก่อนคริสต์ศักราช


ประเทศยูเครน



ที่เมือง Kiev มีการค้นพบรูปปั้นมนุษย์อวกาศซี่งมีความเก่าแก่ประมาณ 4000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช


ประเทศแม็คซิโก



พบรูปวาดในถ้ำซี่งเป็นภาพคน 4 คน และยานที่อยู่บนท้องฟ้าขนาดใหญ่ ในจังหวัด Queretaro ในปี คศ 1966 ซี่งภาพวาดนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 7000 ปีก่อน


ประเทศเอควาดอร์



พบรูปปันคนในชุดมนุษย์อวกาศ


ประเทศสหรัฐอเมริกา



พบภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำของชาวอินเดียนแดงทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ


ทวีปแอฟริกา



พบภาพเขียนจานบินและมนุษยต์ต่างดาวที่ทะเลทราย ซาฮาร่า อายุประมาณ 6000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช


ประเทศออสเตรเลีย



พบภาพวาดตามผนังของชนเผ่าอบอริจินที่เมือง Kimberly อายุประมาณ 5,000 ปีก่อน


ประเทศญี่ปุ่น



ภาพวาดโบราณทางเกาะ Jotuo ซี่งค้นพบในปี คศ 1957 และยังค้นพบภาพวาดของระบบสุริยจักรวาลที่มีดาวเคราะห์สิบดวงไม่รวมดวงอาทิตย์


ประเทศอียิปต์



พบรอยแกะสลักซี่งมีอายุ 3000 ปี เป็นรูปเครื่องบินและยานภาหนะที่มีอยู่ในปัจจุบัน


ประเทศอินเดีย



ที่อินเดียได้ค้นพบภาพวาดเกี่ยวกับ UFO ที่คนโบราณเขียนขี้นในถ้ำสมัยยุคหินที่ซ่อนลีกอยู่ในป่า ในรูปจะเห็นถีง ภาพมนุษย์อวกาศ และ ยาน UFO อย่างชัดเจน ซี่งนักโบราณคดีได้สันนิฐานว่าคนเล่านี้ได้มีการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่าง ดาวมาเป็นเวลานานแล้ว ซี่งสอดคล้องกับทฤษฏีที่มนุษย์ต่างดาวที่เป็นมิตรกับมนุษย์ให้ความช่วยเหลือ มนุษย์ในการสร้างอารยธรรมตั้งแต่สมัยโบราณ


วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565

เผยความจริง : ยานอวกาศขนาดยักษ์บนดวงจันทร์ และ Mona Lisa

 เผยความจริง : ยานอวกาศขนาดยักษ์บนดวงจันทร์ และ Mona Lisa



Alien Spaceship on The Moon

เรื่องราวนี้เคยได้รับการกล่าวถึงในเวปไซท์ต่างๆตั้งแต่ปี 2007 มาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนั้นมันยังดูฉงนน่าประหลาดใจ แต่ตอนนี้มันกำลังได้รับความสนใจยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับข้อมูลสนับสนุน ซึ่งมีทั้งหลักฐานและการเปิดเผยเพิ่มเติม ซึ่งหลายคนอาจคนคิดว่ามันไกลเกินที่จะเรียกว่า "ความจริง" ไปแล้ว และด้วยความสัตย์ซื่อของเรา, เบื้องต้นเราคิดว่ามันเป็นการหลอกลวง จนพนักงานของเราที่นี่ (viewzone) ได้จัดหาหลักฐานจนพบแผ่นฟิล์ม จากเว็บไซต์ของนาซ่าเข้าจริงๆ (film strips from the NASA site) และพบว่ามีภาพของวัตถุนั้นอยู่ด้วยกันสองภาพ ถ่ายจากมุมที่แตกต่างกัน เราจึงได้จัดทำภาพจำลอง 3 มิติ เพื่อวิเคราะห์ขึ้นด้วย (ตาม VDO ด้านล่างนี้) ซึ่งภาพ 3 มิตินี้ จะแสดงรายละเอียดของวัตถุจริงบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น







ช้างล่างนี้เป็นสองภาพที่ถูกผสมกันในรูปแบบ 3-D image

ถูกเผยแพร่โดยภาระกิจของยาน Appollo 15

เป็นภาพ 3 มิติที่ชัดเจนแสดงรูปร่างและตำแหน่งของวัตถุที่ผิดปกติ

เพื่อดูภาพนี้ให้ชัดเจนจะต้องใช้แว่นตา 3D (สีแดงด้านซ้ายสีฟ้าด้านขวา


ขนาดของมันสูงกว่าครึ่งกิโลเมตร และอาจจะยาวกว่า 3.37 กิโลเมตรก็ได้ เห็นเป็นวัตถุที่ มีรายละเอียด มีความสมดุล และมีการออกแบบ แตกต่างจากสิ่งแวดล้อมและพื้นผิวที่อยู่รอบตัวมากทีเดียว


ชุดนี้ถ่ายซูมจากกล้องที่มีความละเอียดสูงมาก เรื่องราวความเป็นมา : เป็นเรื่องราวที่ได้มาจากคนที่อ้างว่าเขาอยู่ในภารกิจพิเศษของ NASA : William Rutledge : ซึ่งขณะนี้ใช้ชีวิตอยู่ในแอฟริกา เขาเพิ่งออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับ NASA ในช่วงปลายยุค 70s ที่ผ่านมา Rutledge อ้างว่าได้ทำงานอย่างน้อยสองภารกิจไปดวงจันทร์ รวมถึงไม่ Apollo 19 และ Apollo 20 ซึ่งเขากล่าวเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 1976 จาก Vandenberg Air Force Base ภารกิจเหล่านี้ Rutledge บอกว่าเป็นการจัดภารกิจด้านอวกาศร่วมกัน รัฐบาลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต พวกเขาจะไม่ปรากฏในบัญชีรายชื่อของคณะ NASA ใดๆ (-- และถ้าเป็นความจริง -- ก็มีเหตุผลดี) วัตถุประสงค์ของภารกิจนี้คือการตรวจสอบวัตถุขนาดใหญ่ที่ด้านไกลของดวงจันทร์ ในภูมิภาค Delporte - Izsak, การค้นพบและถูกกล่าวว่าถ่ายภาพได้ในช่วง Apollo 15 ภารกิจสำรวจวัตถุที่มีลักษณะคล้ายยาน"X - Wing ในการรบ"ตามที่เห็นในหนัง Star Wars เป็นยานอวกาศของคนต่างดาวซึ่งมีขนาดใหญ่มากลำหนึ่งที่ประสบเหตุหรือถูกทิ้งไว้ บนดวงจันทร์ในสมัยโบราณ




เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 1) Rutledge ให้การว่าพวกเขา (กับนักบินอวกาศ, Lexei Leonov ) ลงจอดด้วยยาน Lunar Module (ของรัสเซีย) ใกล้เรืออวกาศต่างดาว และเข้าไปสำรวจมันจริงๆ แน่นอนว่ามีบางอย่างถูกค้นพบและกู้ออกมาหลายชิ้น รวมทั้งพบสองคนที่เป็นนักบินในนั้นด้วย "หนึ่งในนั้นสภาพดีและปรากฏเป็นหญิง ตัวที่สองนั้นเสียหายเสี่อมสภาพไปมาก และเราดึงมาได้เพียงศีรษะเท่านั้น หญิงที่เราพบนั้นเราขนานนามให้เขาว่า "Mona Lisa " "เราเข้าไปข้างในยานอวกาศขนาดใหญ่ เข้าไปส่วนที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ที่เป็นส่วนสำคัญของการสำรวจ มันเป็นเรือแม่ที่ดูเก่ามาก ราวกับข้ามจักรวาลแล้วมาไม่น้อยกว่าพันล้านปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ในนั้นมีสัญญาณหลายเกี่ยวข้องกับทางชีววิทยา ภายในนั้นยังคงเดิม มีพืชอยู่ในส่วนของมอเตอร์ด้วย มีหินรูปสามเหลี่ยมพิเศษ ที่ปล่อยของเหลวคล้ายน้ำตา เป็นของเหลวสีเหลืองที่มีคุณสมบัติพิเศษทางการแพทย์บางอย่าง และแน่นอนว่ามีสัตว์ที่มีเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย เราพบชิ้นส่วนของมันยาวราว 10 เซนติเมตร อยู่ในระบบของหลอดแก้วตลอดทั้งเรือ แต่การค้นพบที่สำคัญก็คือ "ร่างทั้งสองนี้" มีความสำคัญเป็นที่สุด


เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 2) Mona lisa ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อสาวคนนี้ Leonov หรือฉัน เธอเป็น EBE Humanoid ที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย สูง 1.65 เมตร มีอวัยวะสืบพันธุ์, มีผม, มีนิ้วข้างละหกนิ้ว (เราเดาว่าคณิตศาสตร์ของเขาจะเป็นเลขฐาน 12 ) ในส่วนหน้าที่ของนักบิน มีอุปกรณ์การนำทางคงใช้นิ้วมือและตาควบคุม เสื้อผ้าไม่มี เราต้องตัดท่อสองสายที่เชื่อมต่อกับจมูกออก ปรากฎว่าเขาไม่มีรูจมูก Leonov เปิดอุปกรณ์ที่ตาออก (ซึ่งคุณจะเห็นจากวิดีโอ) มีส่วนผสมของเลือดหรือของเหลวทางชีวภาพที่เย็นๆประทุขึ้นจากปากจมูกที่ตาและบางส่วนของร่างกาย มีบางส่วนของร่างกายอยู่ในสภาพดีจนผิดปกติ, ผมและผิวมีการเคลือบผิวด้วยชั้นวัสดุที่โปร่งบางใสป้องกันอยู่ ในขณะที่เราแจ้งภารกิจนี้ไปที่ศูนย์ควบคุม เธอก็อยู่สภาพที่เหมือนตายและไม่ตาย (not dead not alive) เราไม่เคยมีภูมิหลังหรือประสบการณ์ทางการแพทย์กันมาก่อน ผม และ Leonov ได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆด้าน bio เพื่อทดสอบดูกับ EBE โดยได้รับคำแนะนำ จากศัลยแพทย์ที่ชำนาญงานจากศูนย์อำนวยการ ผลการทดสอบแจ้งว่าเป็นบวก (มีชีวิต) เรื่องทั้งหมดนี้บางส่วนอาจฟังดูไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมต้องการบอกเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อวิดีโอชุดนี้ออนไลน์ ประสบการณ์ที่เล่าให้ฟังนี้ได้รับการบันทึกถ่ายทำใน LM และเรื่องของตัวที่สองนั้น (ตัวที่เสียหายมาก) เราได้นำศีรษะเขาขึ้นให้คณะกรรมการดู เขามีสีผิวเป็นสีเทาอมฟ้า ผิวมีรายละเอียดบางอย่างแปลกตา โดยเฉพาะที่ด้านบนของตาและด้านหน้ามีสายรัดรอบหัวใส่คำจารึกด้วย ภายในห้องนักบินนั้นก็เต็มไปด้วยข้อความเขียนด้วยลายมือบรรจง และมีหลอดใสกึ่งหกเหลี่ยมยาวๆเต็มไปหมด "Mona Lisa " เธอยังอยู่บนโลกใบนี้และเธอยังไม่ตาย ผมจะโพสต์วิดีโออื่นๆ ก่อนที่จะบอกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ผู้สัมภาษณ์ William Rutledge

EBE เป็นชื่อที่ย่อมาจากคำว่า Extraterrestrial Biological Entities ซึ่งน่าจะแปลว่า "สิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีภูมิปัญญาสูง" อะไรประมาณนั้น (ภาษาอังกฤษแบบ snake fish fish น่ะครับ ) สรุปว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายปี ราวๆยุค 70S ช่วงโครงการอะพอลโล่ 15-20 และมีการเปิดเผยขึ้นอีกครั้ง เมื่อราวๆ สิงหาคม ปี ค.ศ.2008 มานี้เอง โดยบุคคลวงใน (ที่อ้างว่าเป็นนักบินอวกาศนอกสำรวจ) ที่ไปสำรวจยานอวกาศลำดังกล่าวที่อับปางอยู่บนดวงจันทร์ จะเห็นว่าภาพที่ถ่ายทำก็เป็นฟิลม์ 16 มม. ฉากหลังก็อยู่บนยานอวกาศของมนุษย์ ใบหน้าผู้หญิงนั่นก็ดูคล้ายมนุษย์ แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว.. ก็มีหลายๆอย่างที่น่าสนใจอยู่ เลยต้องแปลเพื่อปะติดปะต่อเรื่องหน่อย ถือว่าน่าสนใจและดูสมจริงดีทีเดียวนะครับเรื่องนี้ ไปเจอข้อมูลสำคัญเข้านะครับ มีนักบินอวกาศและเจ้าหน้าที่ในองค์การนาซ่าด้านภาพถ่ายที่เคยร่วมงานกับ Luna Project (ช่วงกลางปี คศ. 1965) ออกมาเปิดเผยอีกครับว่า เหตุที่นาซ่าไม่ส่งยานออกไปสำรวจที่ดวงจันทร์ในระยะหลังๆมานี่ เพราะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ที่ด้านหลังดวงจันทร์นั่นจริงๆ พบทั้งสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตาในหลุมเครเตอร์ และบนพื้นผิวดวงจันทร์คล้ายๆฐานทัพ มีหอคอยสูงๆจำนวนมาก พบกลุ่มเมฆสีม่วงรวมทั้งยานอวกาศซึ่งก็มีอยู่ที่นั่นจริง ซึ่งทางนาซ่าได้ทำการแก้ไขลบภาพที่นำออกสู่สาธารณะชนออกไปจนเกือบหมด จะเห็นได้จากภาพ VDO ชุดนี้ครับ


วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565

นักดาราศาสตร์พบถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวแล้ว!!!

 นักดาราศาสตร์พบถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวแล้ว!!!



จากการเฝ้าดูท้องฟ้า เป็นเวลานานนับสิบปี มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่ามนุษย์ต่างดาวพันธ์หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ “วงแหวนมืด” หรือ the ring darkness วงแหวนมืดคือกลุ่มดาวกาแล็คซี่หนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันโดยไม่เปล่งแสง หรือสะท้อนแสงอาทิตย์ออกมา

ชอน แอ็บบอตต์ นักดาราศาสตร์อวกาศ แห่งเมืองลารามี รัฐไวโอมิงสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวยื่นยันเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ภาพที่ได้มาไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมและทีมงานผู้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มั่นใจว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่น แน่นอนคือการปล่อยกำมันตภาพรังสี ออกมาซึ่งเป็นข้อมูลหลักฐานไม่มีวันผิดพลาดไปได้เลย

นักดาราศาสตร์ ชอนกล่าวอีกว่า “นับวันเรามีเทคโนโลยีก้าวหน้า เราก็พบวงแวนดำอีกหลายแห่งหลายที่ ความจริงแล้ววงแหวนดำนี้เอง เป็นต้นกำเนิดของสุริยะจักรวาลของเรา และอีกหลายกาแล็คซี่ วงแหวนดำจึงเป็นสัญลักษณ์ถิ่นที่กำเนิดสิ่งมีชีวิต”

“แต่การสังเกตการณ์ในระยะทางไกลมาก ของนักดาราศาสตร์จากโลก ซึ่งมีเมฆและฝุ่นผงปิดบังอยู่ ก่อให้เกิดปริศนาหลายคำถามเชน คำถามว่า หากมีสิ่งมีชิวิตอยู่จริง มีรูปร่างลักษณะอย่างไร และมีเทคโนโลยีระดับใดเพียงพอต่อการเดินทางมาถึงโลกของเราหรือไม่?”

สำหรับวงแหวนดำ ซึ่งทีมงานนักดาราศาสตร์ยุคนี้เพิ่งค้นพบนั้น มีรายงานอีกว่าเป็นวงแหวนมืด อยู่รายล้อมกลุ่มดาวที่เป็นกาแล็คซี่ เรียกว่า กาแล็คซี่ ซีไอ 0024+17



ต่อมาทีมงานนักดาราศาสตร์ชุดนี้ได้ขยายผลการค้นพบโดยมุ่งวิเคราะห์ กำมันตาภาพรังสี ทีถูกปลดปล่อยออกมาจากวงแหวนมืด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกลุ่มเมฆสีดำ พบว่ามีวัตถุเปล่งแสงจากตัวเองได้ จำนวนมาก หลายพันวัตถุ เคลื่อนที่ไปมาอยู่ภายในวงมืด

วัตถุเคลื่อนที่ดังกล่าวนี้จาการตรวจสอบ ด้วยกล้องโทรทรรศน์ แรงสูงพบว่า สามารถเปล่งแสงเจิดจ้ากว่าการเปล่งแสงจากตัวเอง ของวัตถุที่มีอยู่บนโลก อีกทั้งเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่นมากว่าไทเทเนี่ยม ซึ่งเป็นโลหะได้ชื่อว่าแข็งแรงทนทานที่สุดในโลก

ข้อสันนิฐานแรกและเป็นข้อสันนิฐานเดียว โลหะเปล่งแสงเคลื่อนที่ได้นั้นถูกวิเคราะห์หลายครั้ง ในที่สุดทีมงานนักวิทยาศาสตร์มีข้อสรุปตรงกัน มันคือยานอวกาศ ของสิ่งมีชีวิตบนวงแหวนมืดนั่นเอง

แต่มีข้อสั่งเกตว่า หากว่าเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจริง จาการเคลื่อนที่นั้น ผิดกฎฟิสิกซ์ของชาวโลก อีกทั้งการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่วยิ่งกว่าความเร็วแสง

หลักฐานข้อมูลที่ชัดเจนมากเช่นใช้กล้องแรงสูงจับเป้าไปที่วัตถุบินชิ้นหนึ่ง มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ข้างหลังแล้วจู่ๆ หายวับ ไปแล้ว ปรากฏในอีกที่หนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ระดับชั้นนำของโลกกล่าวอย่างมั่นใจ “ขณะนี้ทีมงานวิจัยของเราพุ่งเป้าหมายไปที่การปรากฏตัว การหายตัวไปของวัตถุบิน

ด้วยกล้องโทรทรรศน์ ระบบอินฟราเรด แทบตลอด 2 4 ชั่วโมง

ที่น่าตื่นกระหนกไปกว่านั้น เราตรวจพบยานอวกาศลักษณะทรงกลมเหมือนจาน แต่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก คำนวณกันหลายครั้ง น่าจะเป็นยานที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำว่า1,000 ไมล์ (ราวครึ่งหนึ่งของแผ่นดินประเทศไทย) แม้จะเป็นยานบิน ขนาดใหญ่ แต่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วอย่างน่าตระหนก และเป็นการเคลื่อนที่แหกกฎฟิสิกซ์ที่เรารู้จัก

คำถามต่อมาที่เรานำเข้าสู่การวิเคราะห์ ใครผู้ใด และอะไรอยู่เบื้องหลัง ยานบินประหลาดเหล่านั้น คำถามต่อมาพวกเขาใช้เทคโนโลยีใด จึงสามารถทำให้ยานอวกาศเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่า ความเร็วแสง เราสรุปได้เบื้องต้น เมื่อผลออกมา ได้เช่นนี้ก็แสดงว่าเป็นเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตซึ่งมีวิทยาการและเทคโนโลยีสูงกว่าเทคโนโลยีของชาวโลกอย่างแน่นอน ทุกวันนี้เรามีเครื่องยนต์จากพลังล้อหมุน

หรือก๊าซพุ่งออกจากส่วนท้ายให้ยวดยานพุ่งไปข้างหน้า พวกเขาอาจพัฒนาเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากว่าเรา หรืออาจใช้พลังจักรวาลซึ่งมีอยู่ไม่มีวันสิ้นสุดใช้เป็นประโยชน์ได้แล้วก็ได้ ปัจจุบันการส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงดาวต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ใช้เชื่อเพลิงจรวดชนิดแข็งเพื่อพายานอวกาศไปสู่แรงโน้นถ่วงระหว่างดวงดาว จากนั้นดับเครื่องยนต์เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง แล้วอาศัยแรงดึงดูนั้นเป็นแรงเหวี่ยงเดินทางไปยังเป้าหมาย ซึ่งสามารถทำความเร็วเดินทางได้พอๆ กับอุกบาตร หรือคาวหาง ราว 40,000 ไมล์ ต่อชั่วโมง ต่อมานาซ่า ได้ยืนยันว่ากล้องเทเลศโคป ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานฮัมเบิลสเปซ์ ซึ่งโคจรอยู่รอบโลก ได้ยืนยันว่า พบวงแหวนมืดที่กลุ่มดาว กาแล็คซี่ 0024+27จริง

การค้นพบวงแหวนมืด ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ราว 5,000ล้านปีแสงครั้งนี้ ทำให้นักดารศาสตร์ทั่วโลก พากันตื่นตัว หากวัตถุเรืองแสง เคลื่อนที่ได้จำนวนมากเป็นยานอวกาศลูก และยานอวกาศแม่ของมนุษย์ต่างดาวจริง การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่สามารถ พบเห็นถิ่นที่อยู่ผู้ทรงปัญญา จากต่างดาวได้

มีข้อสังเกตจากนักดาราศาสตร์ชุดนี้อีกว่า โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 93 ล้านไมล์ แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลก ใช้เวลาแค่ 8 นาที ระยะทาง 1ปีแสง เท่ากับ 16ล้านกิโลเมตร หากวงแหวนมืด ที่กาแล็กซี่ ซีไอ 0024+17 อยู่ห่างจากโลก 5,000 ล้านปีแสง และมนุษย์ต่างดาวสามารถสร้างยานอวกาศ มีความเร็วเหนือแสงได้หลายเท่า จนถึงขึ้นทะลุมิติการเวลาได้ มนุษย์ต่างดาวที่เราเพิ่งพบเห็น อาจเดินทางมาถึงโลก หลายพันปีมาแล้ว...


พลังจิต/ Psychic Power

 พลังจิต/ Psychic Power



เรื่องราวพลังแห่งจินตนาการ ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้


พลังจิต คืออะไร / Psychic Power

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยรู้จักหรือใช้พลังจิตมาก่อน พลังจิตเป็นสิ่งลี้ลับที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ นอกจากผู้ที่มีการฝึกจิต (แบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำได้) จนแก่กล้าแล้วเท่านั้นจึงใช้พลังจิตได้


แต่รู้ใหมครับ คนที่ใช้พลังจิตได้แล้วจะคิดว่าพลังจิตนั้น

แท้ที่จริงเป็นเรื่องธรรมดามากๆ คนธรรมดาทั่วไปทุกคน (รวมทั้งคุณด้วย)

 เกิดมาพร้อมศักยภาพในการใช้พลังจิตอยู่แล้วครับ เหมือนกับที่คนปกติทุกคน

เกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะสามารถขับรถหรือพูดภาษา อังกฤษได้นั่นแหละครับ


ซึ่งในทางกลับกัน ถ้าเราไม่เคยพูดภาษาอังกฤษ มันก็พูดไม่ได้ หรือไม่ได้พูดนานๆสักสิบปี

มันก็พูดไม่ได้ พลังจิตก็เหมือนกันแหละครับ


ถ้าเราไม่เคยใช้ หรือไม่ได้ใช้นานๆ มันก็ใช้ไม่ได้ แค่นั้นเองจริงๆ

ซึ่งความจริงแล้วถ้าคุณยังไม่เคย ผมกำลังจะให้คุณลองใช้พลังจิตตอนนี้เลย

พร้อมใหมครับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปเลย !


1. นั่งหลังตรง ทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย

2. หายใจช้าๆ ลึกๆ เบาๆ นุ่มนวล

3. ค่อยๆ เอานิ้วชี้มือขวา แตะที่กลางฝ่ามือซ้าย

ลองสังเกตความรู้สึกที่กลางฝ่ามือที่ถูกแตะ มันจะยังไม่พบอะไรเป็นพิเศษตรงนี้ ไม่ต้องกังวล

 4. ค่อยๆ เปลี่ยน เอานิ้วชี้ซ้ายแตะที่กลางฝ่ามือขวา ลองสังเกตความรู้สึกที่กลางฝ่ามือที่ถูกแตะเช่นกัน

 5. เอามือมาใกล้ๆ กันคล้ายกับประคองลูกบอล ให้มือห่างกันประมาณ 1 ฟุต

ลองสังเกตความรู้สึกที่กลางฝ่ามือ แล้วค่อยๆ เอามือเข้าใกล้กันช้าๆ





สังเกตความรู้สึกที่กลางฝ่ามือเสมอ คุณอาจรู้สึกคล้ายสัมผัสอะไรจางๆ

บางคนอาจรู้สึกถึงความร้อน ความหนา หรือบางคนอาจรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ยินดีด้วย คุณได้ใช้พลังจิตสำเร็จไปแล้ว ! ในวงการเราเรียกสิ่งนี้ว่า PSI BALL


เห็น ไหมครับ พลังจิตไม่ยาก... เอ่อ เอาล่ะ ที่ยากมันก็มีครับ

แต่ที่ผมอยากให้คุณรู้ในครั้งแรกนี้ก็คือ ทุกคนสามารถใช้พลังจิตได้

คุณสามารถใช้พลังจิตได้ ก่อนที่จะบอกคุณว่าพลังจิตคืออะไร

ผมอยากให้คุณรู้ว่า พลังจิตไม่ใช่ปาฏิหาริย์เท่านั้นแหละ เอาล่ะ


ผมยังไม่ลืมหรอกครับ บทนี้ชื่อว่า พลังจิตคืออะไร


พลังจิต ก็คือ ความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์

ที่เกิดขึ้นจากศักยภาพของจิตครับ แค่นั้นเอง


หมายความว่า ถ้ามีคนอ่านใจคนอื่น เขากำลังใช้พลังจิต

ถ้ามีคนมองเห็นพลังออร่า เขากำลังใช้พลังจิต

ถ้ามีคนมองเห็นเพื่อนคุณที่อยู่คนละจังหวัดกับคนที่ทำการมอง

เขากำลังใช้พลังจิต ถ้ามีคนใช้เวทย์มนต์คาถา

เขากำลังใช้พลังจิต ถ้ามีคนกำหนดเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ

เขากำลังใช่พลังจิต โดยเฉพาะอันสุดท้าย

การกำหนดให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่เราต้องการ เป็นพลังจิตครับ


ที่จริงทุกคนเคยใช้พลังจิตมาแล้วทั้งนั้น

เวลาเราสอบ เรากำลังใช้พลังจิตทำให้ตัวเราทำข้อสอบได้

 เวลาเราเตะฟุตบอล เรากำลังใช้พลังจิตทำให้เราเตะได้ดี

แต่พวกเราไม่รู้ว่านั่นเป็นพลังจิต เราไม่รู้ว่าเรากำลังใช้พลังจิตได้แล้ว

เราเลยไม่เคยพัฒนาพลังจิตแบบต่างๆ นั่นเอง


อย่าง ไรก็ตาม ในสายตาคนทั่วไป พลังจิตอาจแบ่งออกไปได้อีกหลายอย่าง เช่น

การอ่านใจ

การรักษา

การบังคับวัตถุ

การมองเห็นในระยะใกล

การหยั่งรู้อนาคต

หูทิพย์

ตาทิพย์

สัมผัสทิพย์

การสะกดจิต

ฯลฯ


 เหล่านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นพลังจิตครับ และผมหวังว่า บล็อกนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ

และอาจจะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ (พลังจิต) ได้


ซึ่งผมจะอธิบายต่อไปแบบ step by step ... แล้วเจอกันครับ ...


สรุป

1. พลังจิตไม่ใช่ปาฏิหาริย์ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะใช้พลังจิตได้

2. พลังจิตฝึกได้ พัฒนาได้ และลืมได้


วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาด ทำลายสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

 มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาด ทำลายสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร 



Dr John Brandenburg คิดว่า ทฤษฎีการระเบิดรุนแรงบนดาวอังคาร

ในอดีตดาวอังคารถูกทำลายโดยระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และต่อไปคุณเอเลี่ยนจะทำลายโลกเราเนื่องจาก 'too noisy'


Dr John บอกว่าดาวอังคารเคยมีสภาพภูมิอากาศคล้ายกับโลกและมีบ้านที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ - ชีวิตที่ชาญฉลาดจะได้รับเกี่ยวกับการเป็นขั้นสูงเป็นชาวอียิปต์โบราณ

..เขาเตือนโลกมีโอกาสโดนโจมตีคล้ายกับดาวองคาร - และแนะนำให้เราเดินทางไปยังดาวอังคารเพื่อการวิจัย


ชาวอียิปต์ ไม่ได้สร้างพีระมิด

 ชาวอียิปต์ ไม่ได้สร้างพีระมิด


ปิระมิดในประเทศอียิปต์นั้นเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยแรงมนุษย์ (หรือเปล่า ??) ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก
จนจัดอันดับได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับหนึ่งของโลก


โดยทางอียิปต์นั้นอ้างว่าปิระมิดนั้นเกิดจากฝีมือการสร้างของฟาโรห์(แต่ละองค์) ที่ได้ทำการสร้างไว้เมื่อสี่พันกว่าปีล่วงมาแล้วหรือในช่วงเวลานั้น คือในช่วง 2575-2467 ปีก่อน ค.ศ. และตระหง่านทนทานดินฟ้าอากาศกลางทะเลทรายมาจนถึงปัจจุบันนี้ (แปลกดีนะครับไม่ได้ผุกร่อนไปตามกาลเวลาซักเท่าไหร่เลย)


แต่มีนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ทำการแย้งเรื่องนี้ขึ้นมาโดยจากการค้นคว้าและหลักฐานที่มีอยู่ในมือ โดยอันที่จริงนั้นปิระมิด สฟิงซ์และสุสานฟาโรห์ที่อยู่ในบริเวณที่ราบทะเลทรายกิเซนั้นล้วนแล้วแต่กำเนิดมาก่อน(หรืออาจสร้างมานานกว่านั้น) ของยุคไอยคุปต์เป็นเวลาหลายพันปีอยู่


และที่สำคัญคือ องค์ฟาโรห์(แต่ละองค์) ไม่ได้เป็นผู้สร้างปิระมิดแต่อย่างที่เราๆ เข้าใจแต่อย่างใดเลย นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์นั้นเขาไม่ได้แย้งกันขึ้นมาเปล่าๆ นะครับ แต่มีทฤษฎีรองรับอยู่หลายทฤษฎีด้วยกัน มาดูกันเลยครับว่ามีทฤษฎีอะไรบ้าง



1. ทฤษฏีการกัดกร่อนจากน้ำ

ทฤษฎีแรกนั้นเชื่อว่า การสึกกร่อนของสฟิงซ์และปิระมิดนั้นเกิดขึ้นเนื่องมาจากน้ำครับ โดยนายจอห์น เวสท์ ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีอียิปต์ได้สังเกตเห็นว่า ความชำรุดทรุดโทรมของประติมากรรมมหึมา "สฟิงซ์" นั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโดนพายุลมและทรายพัดเอาครับ เหมือนดังเช่นที่เกิดกับโบราณสถานอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันนั้น แต่ว่าเกิดมาจากการกัดกร่อนของน้ำและความชื้นเสียส่วนใหญ่ ???


และถึงแม้ว่าอียิปต์ปัจจุบันจะมีภูมิประเทศที่เป็นเขตแห้งแล้งและทะเลทรายอยู่มาก แต่เมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว อียิปต์นั้นเคยเป็นดินแดนที่ชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกดินแดนนึงเลยทีเดียว ดังนั้นตัวสฟิงซ์นั้น จึงน่าจะมีอายุอย่างน้อยราวๆ 7,000 - 10,000 ปี จากข้อสันนิษฐานและทฤษฎีของนายเวสท์นี้ ในเวลาต่อมาต่อมาจึงมีนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์อียิปต์เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของนายเวสท์นี้ด้วยกันหลายคน



2. ทฤษฎีแผนที่ดวงดาว

ทฤษฎีถัดมาแผนที่ดวงดาว โดยนายโรเบิร์ต โบวัลกับนายเอเตรียม กิลเบิร์ต ได้ช่วยกันเขียนหนังสือ เรื่อง "ความลึกลับแห่งหมู่ดาวโอเรียน" ขึ้นมาเพื่อแจกแจงว่าบรรดาตำแหน่งที่ตั้งของบรรดาปิระมิดในทะเลทรายกิเซนั้น บังเอิญไปสอดคล้องกับตำแหน่งของหมู่ดาวโอเรียนบนท้องฟ้าเมื่อ 10,500 ปีก่อน ค.ศ. !!!


โดยทั้งสองยืนยันว่าสิ่งก่อสร้างโบราณที่เรียงรายริมฝั่งแม่น้ำไนล์นั้นก็คือ แผนผังหลัก (master plan) ของบรรดาดวงดาวบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น และแม่น้ำไนล์นั้นก็คือ ตัวแทนของทางช้างเผือก (Milky Way) นั่นเอง
โอสิริสและไอซิส เทพผู้มีความสำคัญอย่างมากต่ออียิปต์โบราณ


โดยจะเห็นได้จากความสัมพันธ์ของจุดที่ตั้งมหาปิระมิดทั้งสามแห่งกิเซ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับตำแหน่งของดวงดาว 3 ดวง ที่ส่องสว่างที่สุดของแถบดาวโอเรียน ซึ่งในอียิปต์นั้นถือว่าเป็นดาวประจำตัวของเทพโอซิริส นอกจากนี้โบวัลกับกิลเบิร์ตยังชี้ให้เห็นว่าแกน "ระบายลม" ในปิระมิดก็มีมุมที่มีนัยสำคัญ นั่นก็คือ แกนทิศใต้ของห้องกษัตริย์จะชี้ตรงไปยังแถบดาวโอเรียน


ในขณะที่แกนระบายลมของห้องราชินีจะชี้ไปยัง "กลุ่มดาวซิรีอุส" ดาวประจำตัวของเทพีไอซิส มเหสีของเทพโอซิริสนั้นเอง และเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่า หลังจากองค์ฟาโรห์ทรงสิ้นพระชนม์ ดวงวิญญาณของพระองค์จะล่องลอยไปสถิตอยู่กับเทพโอซิริสในดวงดาวนั้น เพราะเทพโอซิริสมีพลังอำนาจในการกลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้งหลังความตาย (เอ ในหนัง the mummy returns เทพองค์ที่คืนชีพให้ scorpion king นั่นมันเทพอานูบิส นี่นา อิอิ) ก็เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทฤษฎีนึงครับ



3. ทฤษฎีการกำเนิดก่อน
ทฤษฎีนี้ได้ระบุว่า ปิระมิดนั้นมีการสร้างหรือกำเนิดมาก่อนอียิปต์ซะอีกทฤษฎีนี้เป็นของ นายเอ็ดการ์ เคย์ซี โดยมีหลักการสำคัญว่า อียิปต์โบราณนั้นมีความเกี่ยวเนื่องมาจากทวีปแอตแลนติสที่ล่มสลายไปแล้ว เขาได้อ้างว่า มีหลักฐานเรื่องราวของการมีอยู่ของทวีปแอตแลนติสแห่งนี้อยู่ในอียิปต์มากมาย และยังเชื่อมั่นอีกว่า

เทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบันนี้นั้น ได้มีใช้มานานแล้วในแอตแลนติส หรือเทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่โดยชาวแอตแลนติสเมื่อครั้งที่ทวีปแอตแลนติสยังเจริญรุ่งเรื่องอยู่นั่นเอง (ถ้าทวีปนี้มีอยู่จริงนะ) สั้นๆ ครับทฤษฎีนี้

(แต่มีภาคต่ออีกครับ)


ภาคพิเศษ
โหรเทวดา "เอ็ดการ์ เคย์ซี" ได้เปิดเผย (จากการรับรู้ ทางจิตของตัวเอง) ซึ่งข้อมูลไม่ได้พึ่งพาเอกสาร หรือการค้นคว้าใดๆ ทั้งสิ้น ดังเช่นเดียวกับการทำนายอื่นๆ โดยมหาปิระมิดแห่งกิเซนั้น

ถูกสร้างขึ้นราวๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 100 ปีเต็ม โดยใช้ "พลังจักรวาล" ที่มาตลอดช่วงเวลาสองแสนห้าหมื่นปี


ซึ่งอียิปต์นั้นยังเป็นดินแดนอยู่ใต้ทะเล แต่ที่ที่อยู่เหนือพ้นน้ำก็มีแต่ทะเลทรายซาฮาร่ากับดินแดนตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์ เมื่อดินแดนอื่นๆ เริ่มผุดขึ้นมาเป็นแผ่นดิน ก็ยังกินเวลาอีกนานกว่าที่อียิปต์จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัย และชนเผ่าแรกที่มาอาศัยอยู่นั้น เป็นพวกผิวดำ อาศัยอยู่บริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์


หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเจ้าไร ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากเกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณ เข้าใจเกี่ยวกับกฎของจักรวาล คำสอนต่างๆของพระองค์ ได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหินและแผ่นไม้ กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มแรกๆ ที่มีผู้รู้จักในชื่อ "คัมภีร์มรณะอียิปต์" (the book of the death) พระเจ้าไรปกครองอียิปต์เป็นเวลา 199 ปี


จนคนรุ่นหลังๆ บูชาพระองค์เปรียบเป็น เทพเจ้าองค์หนึ่ง แต่การปกครองของพระองค์มิได้ต่อเนื่อง เพราะถูกรุกราน จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์ การถูกรุกรานเกิดขึ้นเมื่อ 11,016 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือราวๆ 300 ปี ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายในทวีปแอตแลนติส (ซึ่งเป็นผลให้แอตแลนติสจม) มีชนผิวขาวกลุ่มใหญ่ โดยการปกครองของพระเจ้าอารีท บุคคลผู้นี้มีความเลื่อมใสในพระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่มีความสามารถดุจผู้วิเศษ ชื่อราตะ


พระราตะได้ทำนายไว้ว่า ชาวเผ่าซูที่อพยพมาจากอารเบียจะรุกรานเข้ามาในอียิปต์ และต่อไปอียิปต์จะเป็นรัฐชั้นนำแห่งยุค เมื่อได้ฟังคำทำนายนั้น พระเจ้าไรก็เอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าในเรื่องอภิปรัชญา ไม่ใส่ใจกับการปกครองบ้านเมือง จึงทำให้พระเจ้าอารีท ยึดอียิปต์ได้โดยง่ายอย่างแทบจะไม่มีการต่อต้าน ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองประนีประนอมกัน พระเจ้าไรก็ยอมสละราชบัลลังก์ให้พระเจ้าอารีท โดยยกธิดาโฉมงามของพระองค์ให้เป็นพระชายา และสละราชสมบัติให้แก่ราชบุตรของพระองค์ชื่ออารารัทโดยพระองค์หันมาเป็นที่ปรึกษาคอยค้ำบัลลังก์ ให้แก่ราชบุตรของตนแทน


ต่อมา ก็มาถึงยุคการปกครองของอารารัท ได้มีชาวแอตแลนติส อพยพมาอยู่อียิปต์เป็นจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้มีความสามารถสูง และมีความทะเยอะทะยาน จนพระองค์ต้องยกตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองให้แก่ชาวแอตแลนติส เพื่อมิให้คนเหล่านี้คิดการกบฏ ฝ่ายพระราตะ (โหร) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นสังฆราชแห่งอียิปต์ มีหน้าที่ในการค้นคว้าเรื่องของจิตวิญญาณและอภิปรัชญาต่างๆ เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ประชาชน เพื่อเป็นการฝึกฝนตนได้พระราตะได้สร้างวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งบำบัดสุขภาพของประชาชน โดยเรียนรู้มาจากชาวแอตแลนติส ชื่อเฮปซาฟ ที่เป็นผู้นำทางจิตฝ่ายธรรมะของแอตแลนติสส่วนข้างน้อย วิหารที่สร้างขึ้น มีการรักษาผู้ป่วย นันทนาการต่างๆ


แต่สิ่งที่พระราตะเน้นก็คือ "การทำสมาธิ" เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพลังของพระเจ้าเพื่อขจัดกิเลสให้หมดไปจากใจ เพราะเป็นข้อบกพร่องทางกายภาพของมนุษย์ ในทัศนะของ "ราตะ" และในช่วงที่พระราตะไม่อยู่ ได้มีกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นชาวแอตแลนติส ที่กระหายในอำนาจ ได้วางแผนกำจัดพระราตะ โดยใส่ร้ายว่า พระราตะทำผู้หญิงท้อง พระเจ้าอารารัท หลงเชื่อในคำยุยง ได้เนรเทศพระราตะไปอยู่เมืองชายแดน


แต่เมื่อความจริงกระจ่าง ชาวเมืองอียิปต์จึงเชิญพระราตะ กลับมาดังเดิมช่วงนี้เอง ที่พวกผู้นำของอียิปต์ ตัดสินใจที่จะสร้างปิระมิด กับสฟิงส์ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บความรู้ บันทึก และหลักวิชาศาสตร์ต่างๆที่เร้นลับของแอตแลนติส กับพระเจ้าไรและพระราตะ ให้ปลอดภัย และอยู่นานเท่านาน เพราะเขารู้ว่า โลกใบนี้จะต้องเผชิญกับการ "เคลื่อนย้ายของแกนโลก" เหมือนอย่างในยุคของแอตแลนติส จึงตัดสินใจสร้างและเลือกที่ราบกิเซนี้เป็นที่ตั้ง เพราะอยู่สูงปลอดภัยจากน้ำท่วม (ในทางตัวเลข ยังอยู่ใกล้ศูนย์กลางของโลกทำให้ได้รับภัยแผ่นดินไหวได้ยาก) สถานที่เก็บความรู้เร้นลับของชาวแอตแลนติสนี้ อยู่ในห้องลับ ที่เชื่อมระหว่างมหาปิระมิดกับสฟิงซ์ โดยมีทางเข้าใต้ดินอยู่ที่ด้านขาหน้าข้างขวาของสฟิงซ์ มหาปิระมิดถูกสร้างขึ้นในปี 10,490 ก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดยผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือ เฮลเมส ที่เป็นชาวแอตแลนติส
วิธีการสร้างปิระมิด


ในการสร้างปิระมิดนั้น ได้มีการประยุกต์กฎของธรรมชาติและพลังจักรวาลมาใช้ ทำให้สามารถต้านแรงดึงดูด ยกหินก้อนโตให้ลอยขึ้นในอากาศได้ โดยการส่งเสียงมนตร์บางประโยค แล้วทำให้ก้อนหินลอยขึ้นมาจากพื้นได้ ก้อนหินที่นำมาสร้างปิระมิดนั้นขนมาจากแดนไกลที่ชื่อนูเบีย ยอดปิระมิดทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับทองคำ ที่สำคัญ ปิระมิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เป็นวัฏจักรตั้งแต่จากยุคของราตะจนถึงปี ค.ศ. 1998 เพราะวัฏจักรของโลกในรอบนี้จะมาสั้นสุดที่ปี ค.ศ.1998 ตาม "การอ่าน" ของเอ็ดการ์ เคย์ซี ซึ่งเขายังได้กล่าวต่อไปอีกว่าจากสิ่งที่เขาอ่านจาก "บันทึกจักรวาล" (เส้นแสงจักรวาล) ว่าประวัติศาสตร์แห่งอนาคตที่ถูกบันทึกไว้ในปิระมิดในรูปสัญญลักษณ์ของตัวเลข วิชาดาราศาสตร์และวิชาภูมิศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อวัฏจักรของโลกในรอบนี้สิ้นสุดลงและพร้อมกันนั้น วิชาเร้นลับที่กล่าวไว้ในคำทำนายทั้งหลาย ก็จะเผยโฉมออกมา


ห้องต่างๆที่อยู่ในปิระมิดขุดพบหมดแล้ว เว้นเสียแต่ห้องที่เป็นสถานที่เก็บความรู้ศาสตร์ต่างๆของแอตแลนติส เอ็ดการ์ เคย์ซี เริ่ม "อ่าน" เรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติสจาก "บันทึกจักรวาล" ในขณะที่เขาเข้าสู่ภวังค์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1923 และก็อ่านเรื่อยมา เป็นเวลา 23 ปีเต็ม อิทธิพลของชาวแอตแลนติส ที่กลับมาเกิดในยุคนี้ ส่งผลใหญ่หลวงต่ออารยธรรม ในยุคต้นๆของชาวแอตแลนติส "มนุษย์" กับ "เทพ" มีความแตกต่างกันไม่มาก
เพราะมนุษย์สมัยนั้นมีตาที่สามสามารถพัฒนาต่อมไพนิลในสมองจนมีพลังจิตมีฤทธิ์เดชต่างๆ


แต่เมื่อมนุษย์ยอมแพ้ต่อกิเลส ศีลธรรมเสื่อม โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นกับชาวแอตแลนติส 3 ครั้ง ครั้งแรกราวๆ 50,700 ปีก่อนคริสต์กาล เพราะมนุษย์นำสารเคมีมาทำเป็นระเบิด ขับไล่สัตว์ร้ายจนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไประเบิด ทำให้แกนโลกเอียง เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ครั้งที่สอง ราวๆ 28,000 ปีก่อนคริสต์กาล เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่คำภีร์ไบเบิลบอกว่าเป็นยุคของโนอาห์โดยมีสาเหตุมาจากการใช้พลังคริสตัล ซึ่งเป็นพลังค้ำจุนอารยธรรมมากจนเกินไป จนเกิดภูเขาไประเบิดและแผ่นดินไหว และครั้งสุดท้าย ราวๆ 10,700 ปีก่อนคริสต์กาล แต่คราวนี้พวกผู้นำทางจิต ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในหมู่ชาวแอตแลนติสได้มองเห็นเหตุการณ์จึงได้อพยพและนำความรู้และศาสตร์ต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อมิให้สูญหายวิชาเหล่านั้นในยุคของเรารู้จักกันในชื่อของ โยคะ , ตันตระ , เต๋า และพราหมณ์ นั่นเอง


วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565

นักวิทยาศาสตร์จีน อ้างถ่ายคลิป UFOได้นาน40นาที ช่วงเกิดสุริยคราส

 นักวิทยาศาสตร์จีน อ้างถ่ายคลิป UFOได้นาน40นาที ช่วงเกิดสุริยคราส



ฮือฮา นักวิทย์จีนบันทึกภาพยูเอฟโอลอยเหนือฟ้าช่วงเกิดสุริยคราส เผยกลุ่มนักเรียนยังเห็นด้วย บอกวัตถุประหลาดยังเปลี่ยนสีและขนาดเป็นสีฟ้าเรืองแสง ก่อนกลายเป็นสีดำ


"เดลี่ เมล์"ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่หอดูดาวเพอร์เพิลเมาท์เท่น ในเมืองนานจิง ของจีน เชื่อว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ภาพที่ปรากฎในคลิปความยาว 40 นาที จะเป็นภาพของวัตถุบินลึกลับ หรือ UFO ที่พวกเขารอคอยที่จะได้เห็นมานานแล้ว



นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ต่างยืนยันว่า ภาพเคลื่อนไหวความยาว 40 นาที ที่จับภาพของวัตถุลึกลับได้ถูกถ่ายในระหว่างการเกิดสุริยุปราคา


เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อการสืบค้นที่ต้องใช้เวลานานนับปีว่า วัตถุที่ปรากฎนั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อวานนี้ เว็บไซท์ข่าว ซิน่า ดอท คอมได้รายงานตามข้ออ้างของหอดูดาว เพอร์เพิล เมาท์เท่น ของสถาบันวิทยาศาสตร์จีนว่า เจ้าหน้าที่ของหอดูดาว ได้พบวัตถุบินลึกลับดังกล่าวอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งยังต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป และได้มีการระดมบุคคลากรเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและการเปิดเผยผลทางวิทยาศาสตร์ ที่จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี


 


ขณะเดียวกัน รายงานระบุด้วยว่า นอกเหนือจากกลุ่มวิทยาศาสตร์จีนแล้ว กลุ่มนักเรียนหลายสิบคน ที่เมืองเดจิง ในมณฑลกวางตุ้ง ยังอ้างว่าได้เห็นวัตถุลึกลับนี้ ในช่วงเกิดสุริยคราส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.และมีนักเรียนจำนวน 9 ราย ได้บันทึกภาพวัตถุประหลาดดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดเผยว่า วัตถุลึกลับยังได้เปลี่ยนสีและขนาด โดยตอนแรกเป็นสีฟ้าเรืองแสง ก่อนจะกลายเป็นสีดำ



จี้ ไห่-เช็ง จากหอดูดาว เพอเพิล เมาท์เท่น ของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า ยังเป็นไม่ได้ที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่า วัตถุที่เห็นคือสิ่งใด ขณะที่วงการ UFO ต่างแทบจะกลั้นหายใจเพื่อรอผลการพิสูจน์ครั้งนี้

เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine)



มีสิ่งประดิษฐ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่พิสูจน์ว่า อารยธรรมหนึ่งในโลกโบราณเป็นเจ้าของเทคนิคที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คาดถึงมาก่อน มันถูกพบในทะเลนอก เกาะแอนติไกเธอร่า (antikythera) อันเป็นเกาะเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของครีท มันจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine)

มันถูกค้นพบจากเรือที่อับปางลำหนึ่งที่ถูกค้นพบในปี 1900โดยทีมนักดำน้ำที่ตัดสินใจที่จะลองหาฟองน้ำบนโขดหินนอกเกาะแอนติไกเธอร่า แต่เรือของพวกเขาโดนพายุเล่นงานเข้าอย่างจังจนเรือออกนอกเส้นทาง ในสถาวะสับสนนี้เองกัปตันดีมีทรีออส คอนดอสผู้บังคับเรือเลยคิดเอาเรือไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปบริเวณน้ำนิ่ง ที่ปลายแหลมทางทิศเหนือของเกาะแอนติไกเธอร่า

ดีมีทรีออสจอดเรือพัก คอยแล้วคอยเล่าพายุก็ไม่สงบจนเวลาผ่านไปสองสามวัน จนพวกเขาเบื่อเลยหาอะไรฆ่าเวลา โดยดำน้ำหาฟองน้ำแถวนั้น และแล้วลูกเรือคนหนึ่งชื่ออลายอัส สตาเดียตีสก็พบเรือยุค ค.ศ. 50 ที่บรรทุกรูปปั้นเต็มลำ ในความลึก 140 ฟุต

ต่อมาการค้นพบในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลกรีกยืนมาช่วยเหลือ(กรีกกับกริซเป็นคนละประเทศนะครับ ขอบอกไว้ก่อน)ได้ยื่นมือกู้สมบัติ กว่าจะกู้หมดใช้เวลา 9 เดือน พวกเขาก็นำเอารูปปั้นหินอ่อนและบรอนซ์ขึ้นมา และนำพวกมันไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติในกรุงเอเธนส์ เพื่อทำความสะอาดและบูรณะ


พนักงานของพิพิธภัณฑ์ตื่นตาตื่นใจในความงามและปริมาณที่มีอยู่มากมายของสิ่งของ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ก่อนที่จะมีใครมองดูซากบรอนซ์ที่ผุกร่อนสองสามชิ้นที่ถูกค้นพบมาพร้อมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1902นักโบราณคดีชั้นนำผู้หนึ่ง คือ วาเลอริออส สตาอิส ได้ตรวจพบมันในที่สุด เขาสังเกตเห็นสมบัติที่งมขึ้นมีชิ้นเดียวที่ถูกละเลยกองรวมรูปหล่อบรอนซ์และรูปสลักหินอ่อนไม่สมบูรณ์อื่นๆ แถวรูปร่างของมันคล้ายนาฬืกามีโครงร่างซี่ล้อผุพัง ในไม่ช้าก็มีการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นล้อฟันเฟืองของจานกลุ่มดาว ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช้ในการวัดการขึ้นของดวงอาทิตย์



ต่อมามีการเรียกสมบัติชิ้นนี้ว่า เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine)

วาเลอริออสได้ประกาศสิ่งที่เขาพบว่านี้คือเครื่องกลไกทางดาราศาสตร์โบราณ แต่ก็มีการโต้เถียงในเวลาต่อมา เพราะหลายคนไม่เชื่อว่าคนสมัยก่อนไม่น่าจะมีหัวคิดในเรื่องกลไกลสลับซับซ้อนแบบนี้ได้ แม้จะเก่งเรื่องคณิตศาสตร์ก็ตาม

บางคนก็แย้งคำกล่าวนั้น สิ่งที่แน่นอนคือ ข้อความที่เขียนไว้บนสิ่งนั้นชี้ให้เห็นว่าเครื่องจักรกลนั้นถูกสร้างขึ้นในราวปีที่ 80 ก่อนคริสตกาล แต่ก็ยังต้องรอจนกระทั่งปี 1958 เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าจึงได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งแรกโดยชายผู้หนึ่ง ที่ได้เปิดเผยระดับเทคนิคของผู้ที่สร้างมันต่อโลก

ดีเรค เอด ซอลลา ไพรซ์ ชาวอังกฤษผู้ที่ขณะนั้นเป็นศาสตรจารย์ในสาขาประวัติศาสตร์-วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล อเมริกา เขาพบเครื่องจักรกลขณะที่กำลังศึกษาประวัติของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อยู่ เขาได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์เอเธนส์ เขาตกตลึงในสิ่งที่เขาเห็น "ไม่มีอะไรที่เหมือนเครื่องมือนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ใดเลย" เขาเขียน "ไม่มีอะไรที่จะเทียบกับมันได้เลย ทั้งจากสิ่งของที่เป็นที่รู้จักจากตำราวิทยาศาสตร์หรือวรรณคดีโบราณ ตรงกันข้ามจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรารู้จักของยุคเฮเลนนิสติกทั้งหมด เราน่าที่จะเข้าใจว่าสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ไม่อาจที่จะมีอยู่"


การเตรียมการทำงานกับส่วนประกอบซากบรอนซ์ ได้เปิดเผยถึงส่วนประกอบย่อยๆ ด้านนอกประกอบด้วยหน้าปัทม์ที่ติดตั้งในกล่องไม้ และภายในมีล้อเฟืองอย่างน้อย 20 อัน ตัวกล่องปกคลุมด้วยคำจารึก ซึ่งรวมถึงปฏิทินทางด้านดาราศาสตร์ แต่ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของทั้งหมดคือเครื่องจักรกลที่รวบรวมระบบฟันเฟืองที่แตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ทำให้ไพรส์ตกตะลึง เพราะตามประวัติศาสตร์ได้มีการคิดระบบฟันเฟืองที่ซับซ้อนถึงเช่นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก ในตัวเรือนนาฬิกาที่สร้างขึ้นในปี 1575

มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่ไพรส์ได้บากบั่นประกอบเครื่องจักรกลจากส่วนประกอบที่ผุกร่อน แต่จนกระทั่งปี 1971 ภาพถ่ายนเอ็กซ์เรย์ได้ถ่ายภาพให้ไพรส์ โดยคณะพลังงานอะตอมของกรีก ซึ่งในที่สุดก้อได้เปิดเผยเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า ที่ประกอบฟันเฟืองเข้ากันอย่างสมบูรณ์ นับแต่นาฬิกาบอกเวลาจากศตวรรษที่ 13 ซึ่งเรารู้จักกันก็ยังมีระบบเฟืองที่ธรรมดากว่า ปฏิกิริยาของไพรส์เป็นความเข้าใจ "ผมจำเป็นต้องสารภาพว่า มีหลายครั้งในช่วงเวลาของการสืบเสาะ ผมต้องตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนและสงสัยว่ามีวิธีการประกอบหรือไม่จากตำรา, คำจารึก , บันทึกทางดาราศาสตร์ และรวมไปถึงทุกสิ่งที่บ่งชี้ไปจนถึงศตวรรษแรกก่อนคริสตกาลด้วย"


ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าใช้อย่างไร หรือมันไปทำอะไรในเรือที่บรรทุกรูปปั้น แต่ตัวของไพรส์คิดว่ามันอาจเป็นตัวแทนของจักรวาลเป็นงานศิลปมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เขายังเชื่อว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดเทคนิคการติดตั้งเฟืองที่ตกทอดให้แก่คนรุ่นหลัง จากกรีก โบราณให้กับผู้รับช่วงชาวมุสลิม และท้ายที่สุดก็ออกดอกออกผลมาเป็นนาฬิกาทางดาราศาสตร์ของชาวยุโรปผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลาง และเครื่องจักรกลแอนดิคีเธอร่าต้องจัดให้เป็นอย่างที่ไพรส์กล่าวว่า"เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมพื้นฐานทางด้านเครื่องจักรกลทางเวลาทั้งหมด"


อย่างไรก็ตามการค้นพบ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า(Antikythera Machine) นั้นเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญชิ้นแรก ที่จุดประกายให้มีการลบล้างความเข้าใจดั้งเดิมที่เชื่อๆ กันว่าคนโบราณนั้นฉลาดเหลือเชื่อ(หรือเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาวกันแน่


ล่าสุดละ

ใน 2006 ทีข้อสันนิษฐานใหม่คือ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าเป็นเครื่องบอกตำแหน่งจักรวาล

ในปี 2008 การคาดว่าเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าเป็นเครื่องบอกที่ตั้งของ"ดาวเคราะห์โดยเสมือนหนึ่งหนังสือโบราณ